หน้าแรก > มีไพร่พลนับล้าน แต่เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ?
ตอนที่ 6 วิถีแห่งคนโฉด

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

ตอนที่ 6 วิถีแห่งคนโฉด

 

“ไอ้หนู ลงมือเหี้ยมนักนะ!” ซุนตาบอดแก้มกระตุก ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บแค้น

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกอันธพาลเช่นนี้ หลี่มูย่อมไม่เสียเวลามาพูดเรื่องคุณธรรมน้ำมิตร

ในอดีตตอนที่เขาฝึกพิเศษในกองทัพ เขาเรียนรู้วิธีทำให้ศัตรูหมดสภาพการต่อสู้ในเวลาที่สั้นที่สุด

 

ดวงตา, หว่างขา, ลำคอ, หน้าท้อง... ล้วนเป็นจุดตายทั้งสิ้น

หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุฆ่าแกงจนดึงดูดพวกมือปราบมาละก็ ลูกถีบเมื่อครู่นี้เพียงพอจะส่งพวกเขาไปเฝ้ายมบาลได้แล้ว

“หาที่ตาย!”

 

ชายฉกรรจ์ที่เหลืออีกสามคนเห็นดังนั้น แม้ในใจจะหวั่นเกรงแต่ก็ไม่ถอยหนี พวกเขาควงกระบองไม้พุ่งเข้าจู่โจมจากทิศทางที่ต่างกัน เสียงกระบองแหวกอากาศหวีดหวิว แม้ในสมองของหลี่มูจะแวบวิธีโต้กลับนับสิบวิธี ทว่าร่างกายนี้กลับอ่อนแอเกินไป ทำให้การเคลื่อนไหวช้าไปครึ่งจังหวะ

 

เขาจำต้องเอาหัวไหล่รับแรงฟาดจากกระบองหนึ่งที ก่อนจะสวนหมัดเข้าใส่บริเวณไตของชายฉกรรจ์คนที่สี่อย่างจัง

 

“อ๊าก!”

เขาเซถลาถอยหลัง ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

หลี่มูม้วนตัวไปกับพื้นหลบกระบองที่ห้า แล้วพุ่งเข้าตะครุบหน้าแข้งของเขาดุจวานรคลั่ง ก่อนจะออกแรงบิดเพียงนิด

กร๊อบ!

 

ข้อเท้าหักสะบั้น เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม

ชายฉกรรจ์คนสุดท้ายถือกระบองไม้ค้างอยู่เหนือหัวของหลี่มูไม่ถึงหนึ่งฉื่อ

เพียงแค่ออกแรงอีกนิด ก็สามารถฟาดกะโหลกหลี่มูให้แตกละเอียดได้

 

ทว่า บนใบหน้าของเขากลับไม่มีความดีใจเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความหวาดกลัวสุดขีด

เพราะมีดพร้าของหลี่มู ได้จ่ออยู่ที่ลำคอของเขาแล้ว

“ฟาดสิ”

 

หลี่มูกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนพื้น มือขวาชูมีดพร้าขึ้น ปลายคมกริบกดลงบนลูกกระเดือกของชายคนที่ห้า ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “ดูซิว่าไม้ของเจ้าจะไว หรือมีดของข้าจะไวกว่ากัน!”

ชายฉกรรจ์กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางซุนตาบอดที่อยู่ข้างๆ

ซุนตาบอดเองก็เริ่มมีเหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาที่หน้าผาก

 

ไอ้เด็กนี่... มันไปแอบฝึกวิชาหมัดมวยที่พิสดารขนาดนี้มาจากไหนกัน?

สถานการณ์ตกอยู่ในภาวะคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่ด้านหลังฝูงชน พร้อมกับเสียงสบถด่าทอดังแว่วมา

 

“ใครวะ? ใครมันกล้ามาอาละวาดที่บ้านพี่หลี่?”

“หลีกไป!”

“มารังแกพี่ชายข้าถึงที่เชียวรึ!”

 

สิ้นเสียงด่าทอ อันธพาลท้องถิ่นสามสี่คนก็เบียดฝูงชนเข้ามา ในมือถือทั้งง่ามเหล็กและจอบเสียมที่เป็นอุปกรณ์การเกษตร พวกเขาพุ่งเข้ามายืนตรงหน้าหลี่มูอย่างขึงขังพลางชำเลืองมองพวกที่นอนกองอยู่บนพื้น “พี่หลี่ ไอ้พวกสุนัขลอบกัดพวกนี้รึที่มาฉุดคน?”

“รุมมัน! ตีพวกมันให้ตาย!”

 

อันธพาลกลุ่มนี้ก็คือเหล่าเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวที่คุ้นเคยกับหลี่มูคนเดิมนั่นเอง

ยามนี้พวกเขาทำท่าทางโกรธแค้นแทนเพื่อน ราวกับยอมตายถวายหัวเพื่อพี่น้อง หากคนนอกมาเห็นเข้าคงต้องชูนิ้วโป้งชมในความมีน้ำใจและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

ทว่าหลี่มูคนเดิมคลุกคลีกับพวกเขามาหลายปี มีหรือจะไม่รู้สันดานคนพวกนี้?

 

พวกเขาแอบมุดหัวอยู่หลังฝูงชนมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เห็นหลี่มูเป็นฝ่ายได้เปรียบ จึงรีบเสนอหน้าออกมาสร้างผลงาน หากหลี่มูเป็นฝ่ายแพ้ พวกเขาคงไม่กล้าแม้แต่จะผายลมและเผลอๆ อาจจะขย่มซ้ำหลี่มูเพื่อเอาใจฝ่ายชนะเสียด้วยซ้ำ

 

พวกนกสองหัว ใครชนะ พวกเขาก็เข้าข้างคนนั้น!

หลี่มูคร้านจะแฉพวกเขาในตอนนี้ เขาหันไปมองซุนตาบอดด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ติดหนี้ก็ต้องใช้คืน เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่เจ้าได้รับเงินไปแล้วยังไม่พอใจ คิดจะมารีดไถเพิ่มอีก แบบนี้มันไม่เสียหน้าไปหน่อยรึ?”

 

“...” ซุนตาบอดมองลูกน้องที่นอนร้องโหยหวนเกลื่อนพื้น สายตาเริ่มฉายแววสิ้นหวัง เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะขบกรามพูด “ตกลง! ข้ายอมแพ้! เรื่องนี้ถือว่าจบกัน หนี้ของเจ้าล้างกระดานกันไปเลย ส่วนลูกน้องข้าที่บาดเจ็บ ข้าก็จะไม่เรียกค่าเยียวยาสักอีแปะเดียว! ไว้เจอกันใหม่วันหน้า!”

พูดจบ เขาก็หน้าแดงก่ำ เตรียมจะสะบัดหน้าเดินออกจากประตูบ้านไป

 

หมับ!

 

หลี่มูขยับมือคว้าคอเสื้อด้านหลังของซุนตาบอดไว้ แล้วหิ้วร่างมันขึ้นมาสูงราวกับหิ้วลูกเจี๊ยบ ค้างไว้กลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะทุ่มลงพื้นอย่างแรง!

แรงกระแทกนั้นทำเอาซุนตาบอดตัวผอมแห้งเกือบจะสิ้นสติไป

 

มันนอนแผ่อยู่บนพื้นอยู่นานหลายสิบอึดใจกว่าจะรวบรวมลมหายใจกลับมาด่าทออย่างไม่เชื่อสายตา “หลี่มู แกกล้าลงมือกับข้าเชียวรึ!”

“ต่อยตีแพ้แล้วทิ้งท้ายประโยคเดียวก็จะหนีไปง่ายๆ อย่างนั้นรึ?”

 

หลี่มูนั่งยองๆ ลงตรงหน้า มุมปากฉายแววเหี้ยมเกรียม “ข้าน่ะเป็นคนรักษากฎที่สุด หนี้พนันควรเป็นเท่าไหร่ก็เท่านั้น ข้าให้เจ้าไม่ขาดแม้แต่อีแปะเดียว”

“แต่เจ้าพาคนมาอาละวาดที่บ้านข้าขนานใหญ่ แล้วคิดจะสะบัดก้นหนีไปเฉยๆ โลกนี้มีเรื่องง่ายๆ แบบนั้นที่ไหนกัน?”

 

ซุนตาบอดได้ยินดังนั้นหว่างคิ้วก็กระตุกรัว “แล้วแกต้องการอะไร?”

“เงินสิบตำลึง มีปัญญาจ่ายก็เดินออกไป ถ้าไม่มี... ก็รอคนมาแบกเจ้าออกไปแทนละกัน” หลี่มูพูดเน้นทีละคำ

วันนี้ซุนตาบอดบุกมาถึงบ้าน ทั้งสองฝ่ายย่อมผูกพยาบาทกันจนไม่อาจปรองดองได้อีก

 

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากไม่ถือโอกาสรีดเลือดจากปูเสียหน่อย ก็คงเสียของกำนัลที่สวรรค์ประทานมาให้ครั้งนี้แย่!

“หลี่มู แกมันบ้าไปแล้วรึไง? ถึงขนาดกล้ามาขูดรีดข้าเชียวรึ?” ซุนตาบอดคำรามเสียงหลงอย่างไม่เชื่อหู

มันเป็นคนเห็นแก่เงินยิ่งกว่าชีวิต การจะให้มันควักเงินออกมานั้น ลำบากใจยิ่งกว่าเอามีดมากรีดเนื้อตัวเองเสียอีก!

 

“เจ้าพาคนบุกเข้ามาในบ้านข้า ทำน้องสาวข้าขวัญหนีดีฝ่อจนเป็นขนาดนี้ เงินสิบตำลึงถือเป็นค่าทำขวัญ จะบอกว่าข้าขูดรีดเจ้าได้อย่างไร?” หลี่มูฉีกยิ้มกว้าง

“น้องสาวแกไม่ได้บุบสลายตรงไหน แกกล้าเรียกสิบตำลึงเชียวรึ?” ซุนตาบอดเกือบจะคลั่งตายด้วยความโมโห

 

ต้องรู้ก่อนว่าในยุคสมัยนี้ ซื้อเด็กสาวสักคนยังแค่สามตำลึง นอนกับสาวบริสุทธิ์ก็แค่หนึ่งร้อยสองร้อยเหวิน แต่นี่พวกมันแค่จับตัวหลี่ไฉ่เวยไว้ ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย หลี่มูกลับกล้าเรียกถึงสิบตำลึง!

นี่มันไม่ได้รังแกคนซื่อเกินไปหน่อยรึไง?

 

“หนี้พนันจากหนึ่งตำลึงสองเงิน กลายเป็นสามตำลึง นั่นคือกฎของเจ้า แต่ค่าทำขวัญสิบตำลึง... คือกฎของข้า” หลี่มูใช้ใบมีดพร้าตบแก้มผอมแห้งของซุนตาบอดเบาๆ มุมปากแสยะยิ้มอำมหิต “เจ้าจะจ่าย... หรือไม่จ่าย?”

“หลี่มู อย่าให้มันเกินไปนัก!” ซุนตาบอดสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกจากใบมีดที่ปะทะหน้า มันกัดฟันหอบหายใจถี่ “เงินกำไรดอกเบี้ยหนึ่งตำลึงแปดเงินนั่น ข้ายกคืนให้เจ้าก็ได้ แต่สิบตำลึง... ไม่มีทาง”

 

“ไม่มีทางรึ?” หลี่มูเอียงคอถามกลับ

“ไม่มีทาง!” ซุนตาบอดตอบเสียงแข็ง

ความเงียบเข้าปกคลุม...

 

หลี่มูนิ่งเงียบพลางยืนขึ้นช้าๆ

แม้แต่ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดจนถึงขีดสุด พวกเขาเบิกตาโพลง กลั้นหายใจ พยายามเบียดเสียดกันเข้ามาข้างหน้าเพราะกลัวจะพลาดฉากสำคัญ

ท่ามกลางความเงียบ เสียงร้องโหยหวนของลูกน้องซุนตาบอดที่กระดูกหักเนื้อเละอยู่บนพื้นยิ่งฟังดูบาดหูนัก

“รุมมัน!”

 

หลี่มูพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาโบกมือส่งสัญญาณให้กลุ่มเพื่อนอันธพาลที่ยืนทำหน้า “ผดุงธรรม” อยู่รอบๆ

สิ้นคำสั่ง พวกอันธพาลก็พุ่งเข้าใส่ซุนตาบอดทันที ทั้งหมัดทั้งเท้าประเคนเข้าใส่แบบไม่ยั้ง

งานถนัดที่สุดของพวกมันคือการ “รุมกินโต๊ะคนที่ล้มแล้ว”

 

อีกทั้งซุนตาบอดเปิดบ่อนปล่อยเงินกู้ขูดรีด พวกอันธพาลเหล่านี้เกือบทุกคนล้วนเคยถูกมันโกงเงินไปไม่น้อย ดังนั้นในคราวนี้พวกมันจึงลงมืออย่างสุดแรงเกิด เพื่อระบายความแค้นและความโกรธในอดีตออกมาพร้อมกัน

หลี่มูยืนมองเหตุการณ์นั้นด้วยสายตาเย็นชา

 

วิญญูชนเกรงกลัวคุณธรรมแต่ไม่กลัวอำนาจ คนโฉดเกรงกลัวอำนาจแต่ไม่กลัวคุณธรรม

การรับมือกับคนพรรค์อย่างซุนตาบอด จะไปใจกว้างไม่ได้ ยิ่งเจ้าแข็งกร้าวและป่าเถื่อนมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งยำเกรงเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และในวันหน้ามันจะไม่กล้ากลับมาล้างแค้น

จัดการกับคนชั่ว... ต้องชั่วให้ยิ่งกว่าพวกมัน!

 

การรุมสกรัมดำเนินไปชั่วจิบชาหนึ่งถ้วย

จนกระทั่งซุนตาบอดหัวแตกเลือดอาบ ในที่สุดมันก็ร้องโหยหวนขอชีวิต “พอแล้ว... อย่าตีอีกเลย! หลี่มู ข้ายอมแล้ว! จ่ายเงิน ข้าจะจ่ายเงิน!”

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.