หน้าแรก > มีไพร่พลนับล้าน แต่เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ?
ตอนที่ 7 คนที่รักษากฎ ล้วนไปนอนอยู่ในสุสานไร้ญาติ

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

ตอนที่ 7 คนที่รักษากฎ ล้วนไปนอนอยู่ในสุสานไร้ญาติ

 

ซุนตาบอดหัวแตกเลือดอาบ หลังจากถูกรุมกินโต๊ะจนน่วม ในที่สุดเขาก็ยอมจำนน

เขารีบค้นตัวจนทั่ว รวบรวมเงินตำลึงเศษและอีแปะออกมาได้ราวหกเจ็ดตำลึง บวกกับเงินสามตำลึงที่เพิ่งทวงมาจากหลี่มูเมื่อครู่ จึงพอกล่อมแแกล้มถูไถให้ครบจำนวนส่งมอบออกมา

 

“คราวหน้าถ้ากล้ามาอาละวาดที่บ้านข้าอีก เรื่องมันจะไม่จบลงด้วยเงินแค่สิบตำลึงแน่”

หลี่มูรับเงินมาแล้วก็ไม่ได้หาเรื่องบีบคั้นต่อ เขาเพียงทิ้งคำขู่เย็นเยียบไว้ประโยคหนึ่ง ก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณให้พวกมันรีบไสหัวไปให้พ้นๆ

 

ซุนตาบอดหน้าเขียวคล้ำ รีบหนีจากไปท่ามกลางเสียงโห่ฮาเยาะเย้ยของชาวบ้าน

ส่วนพวกสมุนที่ถูกตีจนสลบหรือขยับเขยื้อนลำบาก หลี่มูก็ใช้มือหิ้วปีกขึ้นมาทีละคน แล้วโยนออกไปนอกกำแพงบ้านอย่างไร้ปรานี

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดต่างอื้ออึงกันไปทั้งหมู่บ้าน

ใครจะไปคาดคิดว่าซุนตาบอดจะมาเสียท่าให้หลี่มูจนหมดสภาพเช่นนี้!

 

“แม่มันเถอะ ไอ้หนุ่มหลี่นี่มันไปเก่งมาจากไหนวะ?”

“หนึ่งรุมหกเชียวนะ! ขนาดครูมวยเก่าในเมืองยังทำไม่ได้ขนาดนี้เลยมั้ง!”

“หรือว่าเมื่อก่อนมันแกล้งซ่อนคมไว้?”

ชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ต่างมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

 

“พวกแกไม่มีงานมีการทำกันรึไง? เรื่องจบแล้วยังจะมาเสนอหน้าอยู่ทำไม กลับบ้านใครบ้านมันไปซะ!” อันธพาลคนหนึ่งตวาดด่าเสียงสูง เริ่มไล่พวกชาวบ้านที่เกาะกำแพงดูอย่างไม่เต็มอิ่มให้สลายตัวไป

เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว ฝูงชนจึงค่อยๆ แยกย้ายกันไป

 

ฉับ!

หลี่มูใช้มีดตัดเชือกที่มัดร่างน้องสาวออกพลางเอ่ยเบาๆ “ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว”

ร่างกายของหลี่ไฉ่เวยยังคงสั่นเทาเล็กน้อย

หากวันนี้หลี่มูกลับมาไม่ทันเวลา นางนึกไม่ออกเลยว่าชะตากรรมของตนเองจะเป็นเช่นไร!

 

“เจ้าเข้าไปพักในห้องก่อน ข้าจะเก็บกวาดของหน่อย” หลี่มูปลอบโยนประโยคหนึ่งแล้วเตรียมจะไปหยิบห่อสัมภาระที่โยนทิ้งไว้ข้างๆ ทว่าพอหันหลังกลับ แขนของเขาก็ถูกคว้าไว้แน่น

เป็นหลี่ไฉ่เวยนั่นเอง หลี่มูชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

นางดูเหมือนจะรู้ตัวว่าปฏิกิริยาของตนดูรุนแรงเกินไป ใบหน้าพลันแดงก่ำ รีบชักมือกลับราวกับถูกของร้อน แล้ววิ่งหนีมุดเข้าไปในบ้านดินทันที

 

“พี่หลี่ วันนี้เราได้ล้างตาจริงๆ! พี่ได้เงินมาแล้ว อย่าลืมพี่น้องนะ... ว่าไง ไปหาเหล้ากินที่ร้านเนื้อแม่ม่ายหลิวกันไหม?” อันธพาลคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มประจบ

ส่วนคนอื่นๆ ก็พากันยุยงให้เข้าเมืองไปหาความสำราญ

ทว่าข้อเสนอของพวกมันล้วนถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

 

พวกอันธพาลเหล่านั้นแสดงสีหน้าผิดหวัง บ่นพึมพำว่าหลี่มูไม่มีน้ำใจ แต่กลับไม่กล้าพูดคำรุนแรงออกมา

หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าพวกมันไม่ได้ผลประโยชน์ คงโดดข้ามกำแพงมายืนด่ากราดอยู่กลางลานบ้านหลี่ไปนานแล้ว แต่การต่อสู้เมื่อครู่ นอกจากจะคว่ำซุนตาบอดแล้ว ยังเป็นการสยบพวกอันธพาลกลุ่มนี้ไปในตัวด้วย

ทั้งคำพูดและท่าทาง พวกมันเริ่มมีความยำเกรงต่อหลี่มูเพิ่มขึ้นมาหนึ่งส่วน

 

...

หนึ่งเค่อต่อมา บ้านสกุลหลี่ก็กลับสู่ความสงบ

หลี่มูหิ้วห่อสัมภาระเดินเข้าไปในห้อง มองดูน้องสาวที่นอนอยู่บนเตียงดินด้วยใบหน้าที่ยังซีดเซียว เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “งานซักล้างในเมืองนั่น เจ้าไปบอกป้าสองให้ช่วยปฏิเสธไปเถอะ! ตอนนี้ข้ามีเงินอยู่ในมือแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องส่วยหลวงอีก”

“ต่อไปเจ้าก็อยู่บ้านทำงานบ้านหุงหาอาหารไปเถอะ เรื่องเลี้ยงดูครอบครัว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”

หลี่ไฉ่เวยสะอื้นเบาๆ อยู่นาน ก่อนจะส่งเสียง “อืม” สั้นๆ ตอบรับออกมา

 

เมื่อสัมผัสได้ว่าบรรยากาศในห้องค่อนข้างหนักอึ้ง หลี่มูจึงแก้ห่อสัมภาระออก น้ำเสียงดูผ่อนคลายขึ้น “วันนี้ข้าซื้อของจากในเมืองมาเยอะเลย ทั้งข้าวใหม่ ผ้าเนื้อละเอียด... ดูสิ ผ้าผืนนี้เนื้อดีเชียวล่ะ ว่างๆ ก็ตัดชุดใหม่ให้ตัวเองสักชุดนะ”

“ชุดที่เจ้าใส่อยู่เนี่ย มันจะเก่าจนกลายเป็นผ้าขี้ริ้วอยู่แล้ว”

 

ขณะที่ข้าวของในห่อผ้าถูกหยิบออกมาทีละชิ้น โต๊ะไม้เล็กๆ ก็เต็มพรึบไปด้วยสิ่งของมากมาย

หลี่ไฉ่เวยเริ่มมีความสนใจขึ้นมา นางปรับอารมณ์แล้วเดินเข้ามาสำรวจดู ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเชือกป่าน น้ำมันตง และกบไสไม้ แววตาก็พลันชะงักงัน

 

เครื่องเรือนไม้ในบ้านมีไม่กี่ชิ้น และไม่มีตรงไหนที่ต้องซ่อมแซม

ของสามสิ่งนี้ปรากฏขึ้นพร้อมกัน ทำให้ในใจของหลี่ไฉ่เวยเกิดความคิดบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกกังวลลึกๆ

“หลี่มู... ท่านคิดจะทำธนูอย่างนั้นรึ?” นางถามออกไปอย่างระมัดระวัง

 

หลี่มูไม่ได้ปฏิเสธ เขาพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “เข้าป่าล่าสัตว์ ถ้ามีธนูสักคันจะช่วยได้มาก ยามนี้ราคาเนื้อพุ่งทะยานเสียยิ่งกว่าอะไร แพะหนึ่งตัวแลกข้าวได้ถึงสามร้อยจิน ถ้าล่าสัตว์มาได้เพิ่มขึ้น ชีวิตเราก็จะสบายขึ้นเยอะ”

 

“ทางการมีกฎหมายห้ามนะ ห้ามราษฎรทำหรือใช้ธนูโดยเด็ดขาด ถ้าถูกจับได้โทษถึงขั้นประหารเชียวนะ!” หลี่ไฉ่เวยตกใจกับความคิดของหลี่มู นางลดเสียงลงต่ำ “หลี่มู ท่านอย่าเสี่ยงเลย เราอยู่กันแบบเจียมเนื้อเจียมตัวรักษากฎไม่ได้รึ?”

หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เลียนิ้วมือ สายตาดูสงบนิ่งแต่ล้ำลึก

 

เขากล่าวขึ้นช้าๆ “ไฉ่เวย เจ้าเคยเห็นสภาพที่สุสานไร้ญาติไหม? คนที่ถูกฝังอยู่ที่นั่นล้วนแต่เป็นชาวนาที่รักษากฎที่สุด ส่วนใหญ่พวกเขาขยันขันแข็ง ไม่ลักขโมย ไม่ฉกชิง ไม่กล้าแม้แต่จะทำผิดกฎหมายสักนิดเดียว”

“แล้วจุดจบของพวกเขาคืออะไร?”

“คืออดตาย คือส่งส่วยหลวงไม่ได้จนถูกทุบตีตาย คือเจ็บป่วยแต่ไม่มีเงินรักษาจนต้องนอนเจ็บปวดตายอยู่บนเตียง!”

 

หลี่มูชะงักไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางห้องที่ค่อนข้างสลัว ดวงตาของเขาดูเหมือนจะมีแสงประกายสว่างวาบออกมา “ยุคสมัยนี้ การเป็นราษฎรที่สงบเสงี่ยมรักษากฎน่ะมันมีชีวิตอยู่รอดไม่ได้หรอก แต่พวกพ่อค้าหน้าเลือด แก๊งนักเลง ขุนนางกังฉิน หรือแม้แต่พวกโจรป่าที่เพิกเฉยต่อกฎหมาย กลับอยู่อย่างอิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า”

“ข้ายอมใช้ชีวิตอิ่มหมีพีมันอย่างสุขสบายสักสามเดือน ยังดีเสียกว่าต้องทนอยู่อย่างขัดสนรักษากฎไปอีกสามสิบปี เหมือนพวกราษฎรที่ตายไปในสุสานไร้ญาติ พวกเขาน่าสมเพชเสียจนวันตายยังหาดินสักผืนมาฝังตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

คำพูดนี้เปรียบเสมือนเสียงอัสนีบาตที่ฟาดลงมากลางใจของหลี่ไฉ่เวย

นางเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน ตั้งแต่เด็กถูกพร่ำสอนให้โอนอ่อนตามพระบัญชาและเคร่งครัดต่อกฎหมาย นางใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาตลอด ต่อให้ทางการจะขูดรีดเพียงใด หรือกฎหมายจะเหี้ยมเกรียมแค่ไหน นางก็ไม่เคยคิดจะกังขา และไม่เคยคิดจะต่อต้าน

 

หลี่ไฉ่เวยจ้องมองหลี่มูเขม็ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

นางไม่เคยคิดเลยว่า ความสงบเสงี่ยมรักษากฎที่นางยึดถือมาตลอด แท้จริงแล้วมันอาจจะเป็นเพียงความขลาดเขลาที่ใช้หลอกตัวเองไปวันๆ เท่านั้น คำพูดของหลี่มูเหมือนมีดที่กรีดเอาเปลือกนอกที่หนาเตอะในใจของนางออก เผยให้เห็นความอัดอั้นตันใจและความไม่ยินยอมที่ซ่อนอยู่ลึกข้างใน

 

“แต่ว่า...” นางอ้าปาก เสียงสั่นเครือเล็กน้อย “หากทางการล่วงรู้เข้า เราจะไม่มีทางถอยเลยนะ”

หลี่มูถอนหายใจเบาๆ เดินเข้าไปตบหัวไหล่นาง “ไฉ่เวย โลกนี้มันไม่มีทางถอยมาตั้งแต่ต้นแล้ว! หากเรายังขืนรักษากฎบ้าบอพวกนั้นต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเราก็คงต้องตายไปอย่างเงียบเชียบเหมือนคนในสุสานไร้ญาติ ข้าไม่อยากเป็นแบบนั้น และข้าก็ไม่อยากให้เจ้าต้องเป็นแบบนั้นด้วย”

 

หลี่ไฉ่เวยก้มหน้าลง นิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดก็พยักหน้าเบาๆ “ข้าเข้าใจแล้ว แต่... แต่ท่านต้องระวังตัวนะ”

หลี่มูฉีกยิ้มกว้าง “วางใจเถอะ ข้าน่ะห่วงชีวิตตัวเองจะตายไป!”

นางไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ก้มหน้าก้มตาเก็บเชือกป่าน น้ำมันตง และกบไสไม้บนโต๊ะเข้าที่ แล้วนำไปซ่อนไว้ในตู้ตรงมุมห้องอย่างระมัดระวัง

 

นางรู้ดีว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของนางและหลี่มูจะไม่มีวันสงบสุขเหมือนเดิมอีก แต่นางก็รู้ชัดเจนยิ่งกว่าว่า การตัดสินใจของหลี่มูนั้นทำไปเพื่อให้พวกเขามีชีวิตรอด

เพื่อให้มีชีวิตรอดได้ดียิ่งขึ้น

 

...

ดึกสงัด หลี่มูนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงน้ำมัน เริ่มขยี้เชือกป่านอย่างละเอียด แล้วนำไปแช่ในน้ำมันตง เป็นการเตรียมการขั้นแรกเพื่อทำสายธนู

ด้านนอก ลมเริ่มพัดแรงขึ้นจนบานหน้าต่างสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับกำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง

และในขณะนั้นเอง ท่ามกลางผืนป่าที่อยู่นอกหมู่บ้านออกไปไกล หมาป่าตัวหนึ่งกำลังหอนรับจันทร์ เสียงของมันแหลมสูงและเยือกเย็น ราวกับเป็นการบอกใบ้ถึงเหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้น

 

หลี่มูเงยหน้าขึ้น มองลอดหน้าต่างออกไปสู่ความมืดมิดยามค่ำคืน แววตาฉายแสงเย็นเยือกออกมา

“โลกใบนี้ สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาสองมือของตัวเองเพื่อดิ้นรนหาทางรอดออกมาให้ได้”

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.