หน้าแรก > มีไพร่พลนับล้าน แต่เจ้าบอกว่าเขาเป็นแค่เจ้าเมืองธรรมดาหรือ?
ตอนที่ 13 ปล้นเสบียง

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

spoilsoc.com

*ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร)

ตอนที่ 13 ปล้นเสบียง

 

อีกด้านหนึ่ง หลี่มูเข้าเมืองไปแล้วก็นำของป่าไปส่งที่หอสุ่ยเซียนทันที ด้วยความช่วยเหลือของเฉินเฮ้อซง การซื้อขายจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น

"จริงสิ น้องหลี่..." ในขณะที่หลี่มูกำลังจะเดินจากไป จู่ๆ เฉินเฮ้อซงก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยรั้งเขาไว้ "เจ้าพอจะมีวิธีหาเขากวางอ่อนได้ไหม? จะให้ดีขอเป็นกวางตัวผู้ที่เพิ่งโตเต็มวัยนะ"

 

เขากวางอ่อน? หลี่มูเลิกคิ้วขึ้น ยิ้มถาม "ท่านเฉินอยากจะเอามาบำรุงร่างกายหรือขอรับ?"

"ไม่ใช่ข้าหรอก แต่เป็นสหายคนหนึ่งน่ะ" เฉินเฮ้อซงลดเสียงลง กระซิบใกล้หูหลี่มู "ช่วงนี้เขาป่วยเป็นโรคหยินพร่องเย็นชา เทียบยาที่หมอสั่งมาต้องใช้เขากวางอ่อน เสียดายที่ข้าวิ่งหาตามร้านขายยาทั่วทั้งอำเภอผิงหยวนแล้วก็ยังหาไม่ได้ ถ้าเจ้าหามาได้ล่ะก็ ข้าจะรับซื้อในราคาสูงลิ่ว... ยี่สิบตำลึง ไม่สิ สามสิบตำลึง!"

เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ หัวใจของหลี่มูกระตุกวูบ

เงินตั้งสามสิบตำลึง!

 

มากพอที่จะซื้อจวนในตัวอำเภอได้เลยทีเดียว เขากวางอ่อนแม้จะราคาแพง แต่ก็ไม่มีทางแพงหูฉี่ขนาดนี้ การที่เฉินเฮ้อซงยอมทุ่มเงินก้อนโต ย่อมแสดงว่าเบื้องหลังต้องมีผลประโยชน์ก้อนใหญ่กว่านี้รออยู่เป็นแน่

"ท่านเฉินวางใจได้ ช่วงที่ข้าเข้าป่า ข้าจะคอยสอดส่องให้แน่นอน! ถ้าล่าได้เมื่อไหร่ ข้าจะรีบเอามาส่งให้ท่านเป็นคนแรกเลย" หลี่มูข่มความตื่นเต้นในใจ รับคำอย่างหนักแน่น

 

เฉินเฮ้อซงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ตบบ่าเขาเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก

ออกจากหอสุ่ยเซียน หลี่มูก็เรียกเจียงหู่มุ่งตรงไปยังร้านขายข้าวสาร

เขาจ่ายเงินไปสิบตำลึงเพื่อซื้อข้าวใหม่สี่ร้อยจิน หลี่มูตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่หลายรอบ เมื่อแน่ใจว่าน้ำหนักไม่ขาดตกบกพร่อง จึงมัดกระสอบข้าวอย่างแน่นหนาแล้วกองรวมกันไว้บนรถลาก

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังจะจากไป ขอทานน้อยตีนเปล่าเสื้อผ้าขาดวิ่นคนหนึ่งก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ จ้องมองพวกเขาตาละห้อยพลางเขย่าชามบิ่นในมือ "นายท่านทั้งสอง เมตตาด้วยเถอะ ขอของกินให้ข้าสักนิด..."

"ไอ้ขอทานเหม็นสาบ!" ลูกจ้างร้านข้าวสารคว้าไม้พุ่งพรวดออกมา ด่าทออย่างดุร้าย "แม่มันเถอะ ซวยชะมัด! อย่ามาขวางทางตรงนี้ ไม่งั้นข้าจะตีขาเจ้าให้หัก!"

 

ขอทานน้อยผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตกใจจนถอยกรูด ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

"เดี๋ยวก่อน" เจียงหู่ขมวดคิ้ว ขวางลูกจ้างคนนั้นไว้ แล้วล้วงเอาแผ่นแป้งแห้งครึ่งแผ่นในอกเสื้อโยนไปให้ "เอาไปกินซะ"

ขอทานน้อยตะครุบแผ่นแป้ง ยัดเข้าปากเคี้ยวกลืนอย่างตะกละตะกลาม แต่กลับไม่ได้เอ่ยขอบคุณ ซ้ำยังชูชามบิ่นขึ้นมาอีก "นายท่าน ขออีกสักหน่อยเถอะ ยังหิวอยู่เลย..."

 

ไม่เพียงแต่ขอทานน้อยคนนี้เท่านั้น แต่พวกขอทานที่นั่งคุกเข่าอยู่ริมถนนรอบๆ เมื่อครู่ ตอนนี้กลับแห่กันเข้ามาดั่งฝูงฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด พากันมารุมล้อมกรูเข้ามาขอทานพวกเขาทั้งสอง มิหนำซ้ำยังมีสองคนที่ใจกล้า ยื่นมือหมายจะคว้ากระสอบข้าวบนรถลากอีกด้วย

 

หลี่มูขมวดคิ้วมุ่น ชักมีดพร้าที่เอวออกมาฟันฉับลงบนคานรถลากอย่างแรง พร้อมตวาดลั่น "ไสหัวไป!"

พวกขอทานเห็นประกายคมมีดวาววับ ถึงได้ยอมถอยห่างออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก

เจียงหู่หน้าเขียวคล้ำ ส่วนหลี่มูปรายตามองพวกขอทานที่ยังคงจ้องเขม็งอย่างหิวโหย เอ่ยเสียงต่ำ "อยู่ที่นี่นานไม่ดีแน่ ไป!"

 

ทั้งสองไม่กล้าชักช้า รีบเข็นรถมุ่งหน้าไปทางประตูเมืองอย่างเร่งรีบ

...

 

การออกจากเมืองนั้นราบรื่นดี

อย่างไรก็ตาม หลังจากออกจากเมืองมาได้สองชั่วยาม การเดินทางกลับเพิ่งจะผ่านไปได้แค่ครึ่งทาง รถลากที่บรรทุกของจนเต็มคันนั้นหนักอึ้งกว่าตอนขามามาก ประกอบกับเส้นทางขรุขระเดินลำบาก ล้อรถมักจะตกลงไปในหลุมลึก แม้เจียงหู่จะมีร่างกายที่กำยำบึกบึนเพียงใด ก็ยังเหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ

 

"พักสักหน่อยเถอะ ขอแค่กลับไปถึงก่อนฟ้ามืดก็พอ" หลี่มูล้วงถุงน้ำหนังแกะออกมาดื่มอึกใหญ่ แล้วโยนให้เจียงหู่ "แก้กระหายซะ"

"ถนนส้นตีนนี่ ทางการก็ไม่คิดจะซ่อมแซมบ้างเลย..." เจียงหู่รับถุงน้ำมากระดกอึกๆ บ่นกระปอดกระแปดด่าทอไม่หยุด หัวไหล่และท่อนแขนของเขาถูกเชือกบาดจนเป็นรอยเลือดลึกหลายเส้น เหงื่อท่วมตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง ระหว่างทางเขาคิดจะทิ้งงานแล้วสะบัดก้นหนีไปตั้งหลายหน

 

แต่พอคิดถึงคำสัญญาของหลี่มู เขาก็กัดฟันอดทนต่อ

ขอเพียงได้เรียนรู้วิชาหมัดมวยอันล้ำเลิศ เหนื่อยแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว!

หลังจากพักไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อ ทว่าจู่ๆ บนถนนเบื้องหน้าก็มีหญิงสาวเสื้อผ้าขาดวิ่นคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น นางจูงเด็กเล็กซ้ายขวาข้างละคน นางมองกระสอบข้าวบนรถลากด้วยสายตาละห้อยพลางร้องขอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "นายท่านทั้งสอง เมตตาด้วยเถอะ ขอข้าวสารให้พวกเราสักนิดเถอะ... เด็กๆ หิวจนจะไม่ไหวอยู่แล้ว ข้าขอแค่ข้าวสารชามเดียว ชามเดียวก็พอแล้ว!"

 

"ไสหัวไป!" ด้วยบทเรียนจากครั้งก่อน คราวนี้เจียงหู่จึงแสดงท่าทีเย็นชาอย่างยิ่ง เขาตวาดเสียงแข็ง

"ข้าขอร้องล่ะ ลูกของข้าอายุยังไม่ถึงหกขวบเลย..." หญิงคนนั้นคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าเปื้อนน้ำตา "ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาไม่เคยได้อยู่อย่างสุขสบาย ไม่เคยได้กินอิ่มเลยสักมื้อ..."

 

นางร้องขอไปพลาง คลานเข่าเข้ามาใกล้ไปพลาง สองมือชูชามกระเบื้องเก่าๆ ขึ้นสูง "เห็นแก่เด็กๆ เถอะ สงสารพวกเราบ้างเถอะนะ..."

เมื่อเห็นภาพนั้น เจียงหู่ก็กัดฟันกรอด เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ใจแข็งไม่พอ แม้ปกติเขาจะทำงานรับจ้างตีรันฟันแทง ไม่เคยเกรงกลัวพวกอันธพาลบ้าอำนาจ แต่พอมาเจอกับสถานการณ์แบบนี้ ในใจก็อดเวทนาไม่ได้ เขาจึงหันไปมองหลี่มูเพื่อรอฟังความคิดเห็น

 

"เจ้าบอกว่าลูกเจ้าตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้กินอิ่มเลยอย่างนั้นรึ?" หลี่มูสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยถามเสียงเย็น

หญิงคนนั้นพยักหน้ารัวๆ "ครอบครัวสามีข้ายากจน..."

"ในเมื่อเลี้ยงไม่ไหว แล้วเจ้าจะเกิดพวกมันมาทำไมล่ะ?" หลี่มูตวาดถามเสียงกร้าว

 

หญิงคนนั้นชะงักไป ท่าทีเวทนาน่าสงสารบนใบหน้าแข็งค้างไปในทันที

เพล้ง! หลี่มูเตะชามกระเบื้องในมือนางจนกระเด็น ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง "ไอ้เด็กสองคนนี้ไม่ใช่ลูกข้าเสียหน่อย พวกมันจะตายหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า?"

เคร้ง ชามกระเบื้องตกแตกกระจาย

 

สีหน้าของหญิงคนนั้นแปรเปลี่ยนจากความตกตะลึงเป็นเรียบเฉย และจากเรียบเฉยกลายเป็นมืดครึ้มดำทะมึน นางค่อยๆ ยืนขึ้น เอ่ยเสียงเย็นชาว่า "ออกมาได้แล้ว! ข้าบอกแล้วไงว่าลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้หลอกมันไม่ได้หรอก"

สิ้นเสียงของนาง จากพุ่มไม้และดงหญ้าสองข้างทาง ก็มีขอทานเสื้อผ้าขาดวิ่นกว่ายี่สิบคนมุดตัวออกมา แต่ละคนมีแววตาละโมบ จ้องเขม็งไปที่กระสอบข้าวบนรถลากราวกับฝูงหมาป่าหิวโซ เพียงไม่นานพวกเขาก็ตีวงล้อมคนทั้งสองไว้จนมิด

 

เจียงหู่ตาไว เขาจำได้ทันทีว่าหลายคนในกลุ่มนี้คือพวกขอทานที่เจอหน้าหน้าร้านข้าวสารนั่นเอง เขาตาไวใจเร็ว คว้าตัวเด็กสองคนที่อยู่ข้างกายหญิงคนนั้นไว้ บีบคอพวกเด็กๆ แน่นพลางตวาดลั่น "ถอยไปให้หมด! ไม่งั้นข้าจะบีบคอไอ้เด็กสองคนนี้ให้ตาย!"

 

ทว่า ปฏิกิริยาของหญิงคนนั้นกลับเหนือความคาดหมายของเจียงหู่อย่างสิ้นเชิง นางเพียงแค่ยิ้มหยัน แล้วเอ่ยเบาๆ "เอาเลยสิ ถ้าพวกมันตาย ข้าก็จะได้ประหยัดเสบียงลงไปอีกหน่อยไงล่ะ"

เจียงหู่อึ้งไป แรงบีบที่มือเผลอคลายลงหลายส่วน

เด็กสองคนนั้นถูกบีบคอจนหน้าเขียวคล้ำ แต่กลับไม่ร้องออกมาเลยแม้แต่แอะเดียว ราวกับคุ้นชินกับชะตากรรมเช่นนี้มานานแล้ว

 

ดวงตาของพวกเขาว่างเปล่า ราวกับเป็นเพียงซากศพที่ไร้ซึ่งวิญญาณ

"พี่หลี่ ทำยังไงดี?" เจียงหู่ถามเสียงเครียด เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมเต็มหน้าผาก แม้เขาจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เมื่อต้องรับมือกับคนจำนวนมากขนาดนี้ ในใจก็ยังอดหวั่นไม่ได้

"ปล่อยไปเถอะ"

 

หลี่มูเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย "เด็กสองคนนี้ไม่ใช่ลูกของนางแต่แรกแล้ว เป็นแค่เครื่องมือในการขอทานเท่านั้น ฆ่าพวกมันไปก็ไร้ประโยชน์"

Copyright © 2019 spoilsoc.com All rights reserved.