
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
ตอนที่ 26 มือปราบสองนาย
เวลาล่วงเลยผ่านไป เพียงพริบตาเดียวดวงตะวันก็โด่งข้ามหัว
หลี่มูลงมีดถลกหนังกวางตัวนี้ออกอย่างแคล่วคล่อง จากนั้นก็สับแบ่งเนื้อออกเป็นชิ้นๆ ขนาดเท่ากัน ในขณะที่เขากำลังขะมักเขม้นทำงานอยู่นั้น จู่ๆ ที่หน้าประตูก็มีเสียงของหลี่จ่าง(หัวหน้าหมู่บ้าน) ดังขึ้น
"มูเกอ (พี่หลี่) อยู่บ้านไหม?"
ตามมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ชายชราวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือ หวังหวยอี้ หลี่จ่างแห่งหมู่บ้านซวงซีนั่นเอง
ข้างกายของเขายังมีชายฉกรรจ์อีกสองนายที่สวมชุดเครื่องแบบมือปราบ
"ท่านหลี่จ่าง" หลี่มูเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบ "สองท่านนี้คือ..."
"นี่คือเจ้าหน้าที่จากตัวอำเภอ มาสอบสวนคดีที่ลุงรองของเจ้าถูกโจรปล้นฆ่า มีคำถามจะถามเจ้าสองสามประโยค" หลี่จ่างเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระดับล่าง ฐานะยศถาบรรดาศักดิ์ห่างจากพวกมือปราบหรือเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการอยู่หลายขุม ดังนั้นยามพูดจาจึงเต็มไปด้วยความนอบน้อม พลางผายมือไปทางมือปราบทั้งสอง "นี่ท่านเฉิน และนี่ท่านจิน!"
"คนนี้แหละคือหลี่มู หลานชายร่วมตระกูลของหลี่ต้าซาน!"
เมื่อได้ยินดังนั้น จิตวิญญาณของหลี่มูก็พลันตื่นตัวและเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เขารู้ดีว่าในการตอบคำถามหลังจากนี้ เขาจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่จุดเดียว
"ท่านทั้งสอง เชิญนั่งก่อนขอรับ! เชิญนั่ง!"
เขารีบวิ่งเข้าไปในห้อง ยกม้านั่งตัวเล็กมาส่งให้สองตัว พลางยิ้มประจบกล่าวว่า "ท่านมีอะไรจะถามก็ถามได้เลยครับ ข้าจะตอบตามตรงทุกอย่างไม่มีปิดบัง!"
ชายที่หลี่จ่างเรียกว่าท่านเฉินกวาดสายตามองหลี่มูตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะถามเสียงหนัก "ข้าได้ยินมาว่า เมื่อวานซืนเจ้ากับเมียของหลี่ต้าซานมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน? ถึงขั้นเกือบจะลงไม้ลงมือกันเลย มีเรื่องแบบนี้จริงหรือไม่?"
เรื่องที่ป้าสะใภ้รองมาขอแบ่งเนื้อจนเอะอะโวยวายนั้นรู้กันไปทั่วทั้งระแวกบ้าน ย่อมไม่มีทางปกปิดได้
"มีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ ครับ!" หลี่มูแสร้งทำสีหน้าลนลาน รีบอธิบายทันที "วันนั้นนางมาขอแบ่งเนื้อสัตว์ที่ข้าล่ามาได้ แต่ข้าไม่ยอมให้ นางจึงมาเอะอะโวยวายที่บ้านข้า แถมยังจะลงมือแย่งชิงไปเองด้วย ข้าแค่ผลักนางออกไปเท่านั้น ไม่ได้ลงมือทำร้ายนางเลยแม้แต่น้อย"
"นางเป็นป้าสะใภ้รองของเจ้า มาขอเนื้อแบ่งไปกินบ้าง ทำไมเจ้าถึงไม่ให้ล่ะ?" ท่านเฉินถามต่อ
"ท่านใต้เท้าโปรดตรวจสอบด้วย ป้าสะใภ้รองของข้าคนนี้ในหมู่บ้านใครๆ ก็รู้ว่านางเป็นคนดุร้ายและเอาแต่ใจขนาดไหน ตั้งแต่ตอนพ่อแม่ข้ายังอยู่ ก็นับครั้งไม่ถ้วนที่นางมีเรื่องตบตีกับพวกท่านเพราะเรื่องที่นา ต่อมาตอนพ่อข้าตายแล้วไม่มีเงินทำศพ ไปขอยืมเงินบ้านนางกลับถูกปิดประตูใส่หน้า" หลี่มูเปลี่ยนสีหน้าเป็นโกรธแค้น
"ท่านคิดดูสิ ญาติแบบนี้ ข้าจะส่งเนื้อให้นางกินได้อย่างไร?"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา มือปราบทั้งสองก็หันไปมองหลี่จ่าง
ชายชรารีบเข้าใจสถานการณ์ทันที เขาก้มตัวยิ้มกล่าวว่า "มีเรื่องเช่นนั้นจริงๆ ครับ ตอนนั้นข้ายังต้องเป็นคนออกเงินสามสิบอีแปะซื้อเสื่อกกมาห่อศพ และช่วยจ่ายภาษีที่ดินสุสานเพื่อให้พ่อของหลี่มูได้ฝังศพเลยครับ!"
ท่านเฉินพยักหน้า ไม่ซักไซ้ไล่เลียงหัวข้อนี้ต่อ
"เมื่อคืนเจ้าอยู่ในป่าทั้งคืนงั้นรึ?" ท่านจินที่ยืนเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เปิดปากถามขึ้น
"ครับ" หลี่มูชูขวานในมือชี้ไปทางซากกวางซีกาที่ถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆ "ก็เพื่อจับเจ้าตัวนี้นี่แหละครับ"
"วันกำหนดส่งส่วยหลวงใกล้เข้ามาทุกที ข้ายังรวบรวมได้ไม่ครบจำนวน ช่วงหลายวันมานี้จึงต้องเสี่ยงตายเข้าไปในเขาต้าหลง" การที่พรานป่าค้างคืนในป่านั้นไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่โดยปกติแล้ว จะมีเพียงพรานป่ารุ่นเก๋าที่รวมกลุ่มกันหลายๆ คนเท่านั้นถึงจะกล้าค้างแรมในป่าลึก
"ใครยืนยันได้?" ท่านจินถามต่อ
"เรื่องนี้..." หลี่มูทำท่าใบ้กิน
"ท่านจินครับ เมื่อคืนก่อนที่ฟ้าจะมืด แม่นางไฉ่เวยวิ่งวุ่นไปค่อนหมู่บ้าน เพื่อหาคนเข้าไปในป่าช่วยตามหาพี่ชายของนาง เรื่องนี้มีคนเป็นพยานได้มากมายครับ" หลี่จ่างเอ่ยปากช่วยอีกแรง
ท่านจินยิ้มออกมา แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูค่อนข้างเย็นยะเยือก
เขาค่อยๆ ปัดฝุ่นบนแขนเสื้ออย่างไม่รีบร้อน พลางเอ่ยว่า "นั่นพิสูจน์ได้แค่ว่าน้องสาวของเขาออกตามหาเขา แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาอยู่ในป่าทั้งคืนจริงๆ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่จ่างก็ถึงกับอึ้งไป
เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมานานปี คลุกคลีกับคนจากศาลาว่าการมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมรู้ดีว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังหาเรื่องกลั่นแกล้งเพื่อบีบคั้นเอาอะไรบางอย่าง
"ถ้าหาพยานยืนยันไม่ได้ เช่นนั้นก็จงตามข้าไปที่ศาลาว่าการสักรอบเถอะ!" ท่านจินยืนขึ้น พลางสะบัดมือดึงโซ่ตรวนออกมา
มือปราบทั้งสองสีหน้าทะมึนตึง ทำท่าจะเข้าใส่กุญแจมือลากตัวหลี่มูไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เห็นฉากนี้ หลี่ไฉ่เวยที่อยู่ในห้องก็ร้อนรนจนแทบทำอะไรไม่ถูก กระวนกระวายใจราวกับมดบนหม้อร้อน
ส่วนหลี่มู สมองก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ยุคสมัยนี้ การใช้กำลังบีบบังคับให้รับสารภาพ หรือการฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เพื่อเอาผลงานนั้นมีให้เห็นอยู่ถมเถ ต่อให้เป็นคนไร้ความผิด หากเข้าไปอยู่ในศาลาว่าการสักรอบ ก็ต้องโดนลอกหนังออกสักชั้น ถูกยัดข้อหาให้สักสองสามอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นตัวหลี่มูเองก็ไม่ได้มือสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์เสียด้วย!
หากไปถึงศาลาว่าการแล้วถูกขุดคุ้ยเจอเบาะแสอะไรเข้า ทุกอย่างก็คงพินาศสิ้น
ในเสี้ยววินาทีนั้น จู่ๆ ในหัวเขาก็ผุดชื่อคนๆ หนึ่งขึ้นมา เขาจึงกัดฟันพูดออกไปว่า "ท่านใต้เท้าทั้งสอง เฉินเฮ้อซง รองผู้จัดการหอสุ่ยเซียนในเมือง คือท่านลุงห่างๆ ของข้าเองครับ!"
เฉินเฮ้อซง?
เมื่อได้ยินชื่อนี้ มือปราบทั้งสองชะงักมือทันที
แม้หอสุ่ยเซียนจะเป็นเพียงหอสุรา แต่ในอำเภอผิงหยวนแห่งนี้ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ที่ไปมาหาสู่ล้วนเป็นขุนนางและผู้มีอิทธิพล เฉินเฮ้อซงแม้จะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่เส้นสายของเขากว้างขวางมาก แม้แต่กุนซือศาลาว่าการหรือหัวหน้ามือปราบ ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเขา ถึงขั้นเรียกขานกันเป็นพี่น้อง!
แต่ทว่า ในหมู่บ้านที่ทุรกันดารห่างไกลเช่นนี้ จะมีญาติของเขาอยู่ด้วยรึ?
"เฉินเฮ้อซง หลงจู๊เฉิน... หึๆ ในตัวอำเภอเขาเป็นบุคคลสำคัญก็จริง แต่ต่อให้เป็นเขา ก็ไม่อาจมาแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของพวกข้าได้หรอก" ท่านจินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา
เขาไม่เชื่อหรอกว่าหลี่มูกับเฉินเฮ้อซงจะเป็นญาติกันจริงๆ
นี่คงจะเป็นการอ้างชื่อผู้ยิ่งใหญ่มาข่มขวัญเสียมากกว่า
"ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ" หลี่มูถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาเลือกเนื้อกวางส่วนที่ดีที่สุดออกมาสองสามชิ้น ใช้ผ้าป่านห่อไว้อย่างดีแล้วยื่นส่งให้ พลางกล่าวว่า "เนื้อพวกนี้ เดิมทีข้าตั้งใจจะนำไปส่งที่หอสุ่ยเซียนอยู่แล้ว แต่ในเมื่อตอนนี้ข้าไปไม่ได้ ก็ต้องรบกวนท่านใต้เท้าทั้งสองช่วยเป็นธุระนำไปส่งให้ทีเถิดครับ"
"เงินเล็กน้อยนี่ ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยในการเดินทางละกันครับ" เขาขยับมือราวกับเล่นกล ล้วงเอาเงินหนึ่งตำลึง ยัดส่งไปให้ ดวงตาของมือปราบทั้งสองพลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
"เจ้านี่มันช่างรู้ความจริงๆ!"
ท่านจินขยับตัวอย่างรวดเร็ว เก็บเงินเข้ากระเป๋าไปอย่างแนบเนียน พร้อมกับลองกะน้ำหนักของห่อเนื้อกวางในมือดู พยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง "ในเมื่อเป็นญาติของหลงจู๊เฉิน พวกข้าพี่น้องย่อมต้องไว้หน้ากันบ้าง"
"เอาอย่างนี้ละกัน พวกข้าจะไปสืบหาเบาะแสอื่นๆ เพิ่มเติมก่อน ถ้ามีร่องรอยอะไรใหม่ๆ ค่อยมาหาเจ้าอีกที"
"เรื่องที่ศาลาว่าการ... วันนี้ก็พักไว้ก่อนละกัน"
พอมือปราบได้รับเงิน ท่าทีและน้ำเสียงก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที
จุดประสงค์ที่พวกเขาจะลากตัวหลี่มูกลับไป ความจริงก็แค่ต้องการรีดไถเงินทองไปดื่มเหล้าหาความสุขเท่านั้น ในเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ย่อมไม่คิดจะตอแยให้เสียเวลาต่อ
เนื้อกวางและเงินเหล่านี้ ความจริงก็คือสิ่งที่มอบให้พวกเขาสองคนนั่นแหละ
ส่วนเรื่องค่าเหนื่อยในการเดินทางอะไรง่ายๆ นั่น เป็นเพียงคำพูดเพื่อให้ดูดีมีหน้ามีตาเท่านั้นเอง
"ขอบพระคุณท่านใต้เท้าทั้งสองมากครับ" หลี่มูปรากฏรอยยิ้มเย็นที่มุมปาก
เขาเตรียมใจรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไว้อยู่แล้ว
พวกมือปราบจากศาลาว่าการย่อมไม่ให้ความสำคัญกับการตายของหลี่ต้าซานมากนัก และคงไม่สืบสวนลงลึกอะไรมากมาย
เพราะในสายตาของพวกขุนนางและเจ้าหน้าที่ผู้สูงศักดิ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลี่ต้าซานหรือชาวบ้านคนอื่นๆ ก็เป็นเพียงสุกรในคอกที่อยู่ชั้นล่างสุดเท่านั้น ชีวิตของพวกเขาไม่มีค่าอะไรเลย
หากคนผู้หนึ่งเห็นลูกหลานตัวเองบาดเจ็บหรือถูกฆ่า เขาจะพยายามสุดชีวิตเพื่อหาตัวฆาตกรมาให้ได้ แต่หากเขาเห็นสุกรในคอกตายไปหนึ่งตัว เขาจะไม่ยอมเสียเวลาขนาดนั้น ขอเพียงสุกรตัวนั้นยังสามารถขายเป็นเงินหรือสร้างผลประโยชน์ให้เขาได้ ฆาตกรที่ฆ่าสุกรจะเป็นใครนั้นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
มือปราบทั้งสองหิ้วเนื้อกวาง เดินอาดๆ ออกจากบ้านสกุลหลี่ไปอย่างสำราญใจ
เมื่อมองส่งแผ่นหลังของพวกเขาลับสายตาไป หลี่มูก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รู้ดีว่าตนเองสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้สำเร็จ
ไม่นานนัก หลี่จ่างที่ไปส่งพวกเขาเสร็จก็ย้อนกลับมา บอกข่าวกับหลี่มูว่าทางการได้สรุปคดีฆาตกรรมหลี่ต้าซานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โจรป่าบุกปล้นฆ่า!
ทันทีที่ตัวอักษรสี่คำนี้ถูกเขียนลงในม้วนบันทึกคดี นั่นหมายความว่าคดีนี้ถือเป็นอันสิ้นสุด
"มูเกอ หากเจ้ามีเวลา ก็ไปที่สำนักงานที่ดินในอำเภอกับข้าสักรอบเถอะ หลี่ต้าซานไม่มีทายาทสืบสกุล ทรัพย์สินที่นาสามหมู่และบ้านพังๆ สองหลังที่เหลืออยู่ ย่อมต้องตกเป็นของเจ้า" หลี่จ่างไพล่มือไว้ด้านหลัง พลางเอ่ยว่า "พวกเราไปทำเรื่องออกเอกสารยืนยันสิทธิกันเถอะ"