
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
ตอนที่ 45 กองคาราวานอาชาเหล็ก
ตระกูลหวังล่มสลาย ในมือตนเองก็มีเงินก้อนหนึ่ง เมื่อเห็นว่าวันเวลาเบื้องหน้ากำลังจะดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลี่มูก็ไม่ได้ตระหนี่ถี่เหนียว เขาควักเงินออกมาสองสามเฉียนเพื่อซื้อเนื้อรมควันสำเร็จรูปมา ทั้งสามคนกินไปคุยไป ปรึกษาหารือถึงรายละเอียดการจัดตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ พร้อมกับฉลองที่รอดพ้นจากความตายมาได้
......
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ล่วงเลยมาหกเจ็ดวันแล้ว
ภายในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้ เจียงหู่ได้สร้างบ้านเก่าที่พังทลายลงมาของสกุลหลี่ขึ้นมาใหม่ นอกจากการยกคานเอกขึ้นไปวางบนหลังคาที่ต้องหาคนมาช่วยสองสามคนแล้ว ขั้นตอนอื่นๆ ล้วนเป็นเขาที่ลงมือทำด้วยตัวเองเพียงลำพัง
แม้กระทั่งหน้าต่างและบานประตู ก็ยังติดตั้งได้อย่างแน่นหนาและเป็นระเบียบเรียบร้อย
บ้านใหม่สร้างเสร็จ หลี่มูเดิมทีตั้งใจจะจัดโต๊ะสุราอาหารสักมื้อเพื่อเฉลิมฉลอง และถือโอกาสเลี้ยงตบรางวัลความเหน็ดเหนื่อยหลายวันที่ผ่านมาให้แก่เจียงหู่
แต่บังเอิญว่าเมื่อเช้าตรู่วันนี้ ทางกองคาราวานอาชาเหล็กส่งข่าวมาให้เขารีบกลับไปด่วน ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องใหญ่บางอย่างขึ้น เจียงหู่ไม่กล้าชักช้า รีบกล่าวลาแล้วจากไปทันที
"พี่ ฝีมือช่างของพี่หู่จื่อนี่ไม่เลวเลยจริงๆ นะ บ้านหลังใหม่นี่หันหน้าเข้าหาแสงแดด กำแพงก็หนา ฤดูหนาวต้องอุ่นมากแน่ๆ!" หลี่ไฉ่เวยทนรอไม่ไหว จัดแจงขนย้ายเตียงนอน ฟูก โต๊ะและเก้าอี้เข้ามาไว้ข้างใน "ต่อให้วันข้างหน้าท่านจะแต่งเมียมีลูก บ้านนี้ก็ยังไม่ดูอึดอัดเลย"
หลี่มูยิ้มบางๆ
เขาไม่ได้ตื่นเต้นดีใจเหมือนหลี่ไฉ่เวย
แม้หมู่บ้านซวงซีแห่งนี้จะเป็นแผ่นดินที่ให้กำเนิดสองพี่น้องมา แต่... เขาไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรอก ต่อให้สร้างบ้านใหม่ อย่างมากมันก็เป็นแค่ที่พักชั่วคราวเท่านั้น
มองดูน้องสาวที่กำลังจัดเก็บกวาดบ้านใหม่อย่างกระตือรือร้น หลี่มูบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย หมุนตัวเดินไปนั่งลงที่หน้าโม่หินในลานบ้าน
ที่ใต้เท้า คือเศษขี้เลื่อยไม้กองหนึ่ง
บนโม่หิน มีไม้เนื้อแข็งสองสามท่อนที่ถูกเหลาจนเป็นรูปเป็นร่างของคันธนูคร่าวๆ แล้ว เหลือเพียงเสี้ยนไม้ที่ยังไม่ได้ขัดเกลาให้เรียบเนียน
นับตั้งแต่ได้หนังสืออนุญาตครอบครองธนูและหน้าไม้มา หลี่มูก็เริ่มลงมือทำคันธนูล่าสัตว์เพิ่มมากขึ้น และปล่อยข่าวออกไปเพื่อรวบรวมคนมีฝีมือในรัศมีสิบลี้แปดหมู่บ้านมาจัดตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์
เมื่อได้รับการอนุญาตจากทางการ เขาก็ไปกว้านซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นมา
คันธนูสองสามคันที่กำลังทำอยู่นี้ ตัวคันธนูทำจากไม้หวงหยางที่มีความเหนียว และทนทานเป็นเลิศ สายธนูทำจากเอ็นวัวตากแห้งผสมตีเกลียวกับเชือกป่าน แม้แต่ตรงตำแหน่งช่องพาดลูกศรและที่จับ ก็ยังหุ้มด้วยหนังวัวอีกชั้นหนึ่ง ดูประณีตงดงามกว่าคันธนูล่าสัตว์คันแรกที่เขาทำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
หลี่มูกดสายธนูเส้นหนึ่งให้ตึง มัดเข้ากับปลายคันธนูทั้งสองข้างอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ออกแรงง้างเพื่อทดสอบดู
"ฟู่... แรงดึงของคันธนูนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณสองสือได้ล่ะมั้ง?"
หลี่มูง้างคันธนูใหม่นี้จนสุดวงแขน สัมผัสได้ถึงความรู้สึกปวดเมื่อยและตึงเครียดที่ส่งมาจากท่อนแขน จึงประเมินอานุภาพของมันได้คร่าวๆ
ในยุคโบราณ การประเมินพลังทำลายล้างของคันธนู จะใช้หน่วย "สือ"เป็นมาตรฐาน
หนึ่งสือ ก็จะเทียบเท่ากับหกสิบจิน (ประมาณ 30 กิโลกรัม) ในยุคหลัง
โดยทั่วไปแล้ว คนธรรมดาที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝน แค่สามารถง้างคันธนูระดับหนึ่งสือได้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว หากเป็นคนที่เพิ่งเคยจับธนูครั้งแรกแต่สามารถง้างคันธนูหนึ่งสือยิงติดต่อกันได้ถึงห้าดอกขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นติดตัวมาแต่กำเนิด
และผู้ที่สามารถใช้คันธนูระดับสือขึ้นไปได้ ก็มีเพียงทหารชั้นยอดในกองทัพ หรือไม่ก็พรานป่าเฒ่าที่คลุกคลีอยู่ในป่าลึกมานานปีเท่านั้น
อย่าปล่อยให้ภาพลักษณ์ของพลธนูในเกมหรือสื่อบันเทิงบางอย่างมาหลอกตาได้ ที่มักจะทำให้เข้าใจผิดว่าพวกทหารโจมตีระยะไกลเหล่านี้เป็นแค่พวกปลายแถวที่ร่างกายอ่อนแอบอบบาง ในความเป็นจริงแล้ว คนที่สามารถใช้ธนูได้อย่างเชี่ยวชาญไม่มีใครเป็นคนอ่อนแอเลยสักคน
คนที่ต้องง้างคันธนูแข็งๆ น้ำหนักสองถึงสามร้อยจินอยู่ทุกวี่ทุกวัน ท่อนแขนย่อมต้องใหญ่กว่าต้นขาของคนทั่วไปเสียอีก หากพูดถึงสรีระร่างกายแล้ว ก็คงไม่ต่างอะไรกับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ หรือ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน มากนักหรอก
"คันธนูเหล็กที่ใช้ในกองทัพทั่วไป สามารถมีแรงดึงได้ถึงสามสือขึ้นไป หากใช้คู่กับลูกศรที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ภายในระยะร้อยก้าวสามารถยิงทะลุเกราะเหล็กได้เลย" หลี่มูมองดูคันธนูคันใหม่ในมือ ต้นทุนการผลิตคันธนูคันนี้สูงถึงหนึ่งตำลึงสองเฉียน แต่มันก็ได้รับการยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นในด้านอานุภาพการสังหารหรือความทนทาน
คันธนูล่าสัตว์คันแรกที่เขาทำขึ้นมาอย่างลวกๆ ในตอนนั้น มีแรงดึงเพียงสามสิบจินเท่านั้น หากใช้ล่ากระต่ายป่าหรือไก่ฟ้าก็ยังพอว่า แต่ถ้าไปเจอหมูป่า หมี หรือเสือเข้าจริงๆ อานุภาพของมันก็ดูจะเบาเกินไปหน่อย
ขณะที่หลี่มูกำลังเตรียมจะหยิบลูกศรมาทดสอบระยะยิง ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากหน้าประตู
"ขอโทษนะน้องชาย ที่นี่ใช่บ้านหลี่มูหรือเปล่า?"
ชายวัยกลางคนผิวคล้ำ รูปร่างผอมแห้งคนหนึ่ง ยืนอยู่หน้าประตู ชะโงกหน้าเข้ามาถามด้วยท่าทางเกร็งๆ
เสื้อผ้าของเขาเก่าคร่ำคร่า เต็มไปด้วยรอยปะชุน ตรงปลายแขนเสื้อหลุดลุ่ยจนเห็นรอยขาด ซ้ำยังมีคราบสกปรกเป็นจ้ำๆ ด้านหลังเขายังมีคนแต่งตัวคล้ายๆ กันอีกสองคน ตอนนี้พวกเขาต่างก็ชะโงกหน้าด้อมๆ มองๆ เข้ามาในลานบ้าน
"ใช่แล้ว" หลี่มูวางคันธนูใหม่ไว้ข้างกาย เอ่ยเสียงขรึม "ข้าก็คือหลี่มู"
เมื่อได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ปรากฏร่องรอยแห่งความยินดี เขายิ้มอย่างซื่อๆ แล้วกล่าวว่า "ข้ามาจากหมู่บ้านต้าหวัง ชื่อ เจี่ยชวน ส่วนสองคนนี้เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน! พวกเราได้ยินมาว่าท่านกำลังรวบรวมคนเพื่อจัดตั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ ก็เลยตั้งใจเดินทางมาดูน่ะ"
ที่แท้ก็เป็นพวกมาสมัครงาน...
หลี่มูลอบบ่นในใจ ช่วงหลายวันมานี้ นับตั้งแต่ที่ปล่อยข่าวออกไป แทบจะทุกวันต้องมีคนมาหาถึงบ้านเพื่อขอเข้าร่วมกลุ่มพราน แต่น่าเสียดายที่ในบรรดาคนเหล่านี้ มีพวกที่เป็นของจริงอยู่แทบจะนับหัวได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกดีแต่เปลือก ที่หวังจะมาเสี่ยงดวงหาข้าวกินไปวันๆ เท่านั้น
ดังนั้นผ่านไปหลายวัน จำนวนสมาชิกในกลุ่มพรานล่าสัตว์ของเขา ก็ยังคงเป็นศูนย์อยู่ดี
"เมื่อก่อนพวกเจ้าทำอาชีพอะไรมาก่อน?" หลี่มูเอ่ยถาม
เมื่อเจี่ยชวนได้ยิน ก็รีบตอบกลับเป็นพัลวัน "ข้าเคยเป็นทหารประจำการในปีรัชศกฉงหยวนที่ยี่สิบสี่ เคยไปสู้รบฆ่าพวกคนเถื่อนที่ชายแดน ต่อมาหัวหน้ากองพันเกิดกระทำความผิด พวกข้าก็เลยพลอยติดร่างแหไปด้วย... ติดคุกอยู่หลายปี พอออกมาก็กลับมาทำนาที่หมู่บ้านนี่แหละ"
"สองคนนี้ก็เป็นเพื่อนทหารที่เคยไปร่วมรบ และเคยติดคุกมาด้วยกันกับข้า"
อดีตทหารประจำการ?
หลี่มูได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที
เขากวาดสายตามองพวกเขาทั้งสามคน และค้นพบความแตกต่างระหว่างพวกเขากับคนธรรมดาทั่วไปในทันที
แม้ทั้งสามคนจะสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ มีใบหน้าอมทุกข์ แต่บนเรือนร่างกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายความแข็งแกร่งดุดันออกมา แม้กระทั่งท่ายืนก็ไม่ได้หลังค่อมไหล่ห่อเหมือนชาวนาทั่วไป แต่กลับยืดหลังตรงตระหง่านราวกับต้นสน!
"เคยใช้ธนูไหม?" หลี่มูถาม
เจี่ยชวนพยักหน้ารับ แต่แล้วก็มีท่าทีลังเล "เมื่อก่อนก็เคยใช้อยู่หรอก แต่ผ่านมานานขนาดนี้... ไม่รู้ว่าจะยังยิงแม่นอยู่หรือเปล่า"
ปึก!
หลี่มูโยนคันธนูล่าสัตว์ที่เพิ่งทำเสร็จหมาดๆ พร้อมกับลูกศรสองดอกไปให้ทันที แล้วเอ่ยว่า "ลองดูสิ!"
......
กองคาราวานอาชาเหล็ก
แท่นพิธีใหญ่ ชายฉกรรจ์ชุดดำหลายสิบคนมีสีหน้าเคร่งขรึมดุดัน ยืนตระหง่านอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ ตรงกลางมีโต๊ะวางกระถางธูปตั้งอยู่
หัวหน้ากองคาราวานอาชาเหล็กขยับพัดจีบในมือเบาๆ หันไปกล่าวกับบรรดาหัวหน้าสาขาที่ยืนอยู่สองฝั่งว่า "หลายวันก่อนในการปะทะกับบ่อนพนันเฟิงเป่า มีพี่น้องศิษย์สายนอกบางคนทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างชื่อเสียงให้กับพรรคของเรา! วันนี้ ที่ข้าจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชาและงานเลี้ยงสุราขึ้น ก็เพื่อจะทำลายกฎเกณฑ์เดิม และรับพวกเขาเข้ามาเป็นสมาชิกสายในอย่างเป็นทางการของกองคาราวานอาชาเหล็กเรา!"