
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 11: ระบบร้านเน็ต
วันรุ่งขึ้น บังเอิญเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ลูกชายหลี่ตงไม่ต้องไปโรงเรียน พอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ลูกชายของญาติเจ้าของที่ที่แนะนำมาจะเข้ามาสัมภาษณ์ หลี่เจ๋อลองคิดดูแล้ว ก็เลยตัดสินใจพาลูกชายกระเตงไปด้วยกันซะเลย
จุดประสงค์หลักของหลี่เจ๋อก็คือ อยากจะฟังเสียงในใจของลูกชายล่ะสิ อยากจะรู้ว่าลูกชายมีความคิดเห็นยังไงกับพัฒนาการของร้านเน็ตในช่วงที่ผ่านมา มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า หรือว่า... มีเส้นทางไหนที่ดีกว่านี้ไหม
จากความเข้าใจที่มีต่อลูกชายผู้ย้อนเวลาในช่วงนี้ ถ้าหากมีอะไรที่ทำให้เจ้านั่นรู้สึกพูดไม่ออก หรือมองว่าไม่เข้าท่า เจ้านั่นจะต้องแอบบ่นด่าในใจชัวร์ๆ รวมไปถึงถ้าเจ้านั่นมีไอเดียอะไร ก็ต้องเป็นแบบเดียวกันเป๊ะ
หลี่เจ๋อยังคงหวังพึ่งการแอบฟังเสียงในใจลูกชายเพื่อก้าวไปสู่ความรวยระดับมหาเศรษฐีอยู่นะเว้ย แน่นอนล่ะ ถ้าเป็นไปได้ หลี่เจ๋อเองก็หวังว่าในอนาคตจะสามารถสานฝันของลูกชาย ที่อยากจะได้ครอบครองตำแหน่ง 'ลูกชายมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง' ให้เป็นจริงได้สักหน่อย!
อืม ไม่ผิดหรอก ลูกชายมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งนี่แหละ ก็ลูกชายของฉันนี่หว่า! ยังไงซะ หลี่เจ๋อก็เป็นถึงคุณพ่อผู้แสนจะเมตตาอารีนี่นา ลูกชายมีความปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ จะไม่พยายามทำให้เป็นจริงได้ยังไงกันล่ะ จริงไหม?
เมื่อมาถึงหน้าร้านที่ถนนคนเดินใจกลางเมือง ทีมช่างรับเหมากำลังเริ่มลงมือตกแต่งร้านกันอยู่ ตอนนั้นเอง หลี่เจ๋อก็จงใจทำท่าทางยืดอกอวดเบ่งต่อหน้าลูกชาย แล้วพูดว่า "เป็นไงล่ะลูกชาย พ่อของแกเปิดร้านเน็ตสาขาที่สองได้เร็วขนาดนี้ เจ๋งเป้งไปเลยใช่มั้ยล่ะ?"
"อื้อฮะ พ่อเก่งสุดๆ ไปเลยฮะ!" หลี่ตงทำหน้าตาเทิดทูนบูชาซะเต็มประดา [ไม่ยักรู้ว่าพ่อก็เป็นพวกบ้ายอชอบอวดเหมือนกัน แต่ว่านะ... นี่เพิ่งจะสาขาที่สองเอง มันยังห่างไกลเป้าหมายอีกตั้งเยอะ]
[สปีดขยายกิจการแบบนี้มันช้าเกินไปหน่อยแล้ว ปาเข้าไปตั้งครึ่งปี เพิ่งจะมาเปิดร้านเน็ตสาขาที่สองได้เนี่ยนะ]
[เฮ้อ จะโทษใครได้ล่ะ ก็พ่อทุนไม่หนาพอนี่นา ช่วยไม่ได้จริงๆ]
[เสียดายก็แต่ ตอนนี้สถานะของฉันเป็นแค่เด็กกะโปโลอายุยังไม่ถึงแปดขวบ จะทำอะไรเกินหน้าเกินตาก็ไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวจะหาข้ออ้างอธิบายยาก ไม่อย่างนั้นนะ... ฉันคงทำ 'ระบบร้านเน็ต' ให้ร้านพ่อไปแล้ว]
[ถ้าทำแบบนั้นได้ ก็ไม่ต้องมานั่งใช้มือจดเวลาเริ่มเล่นแบบแมนนวลอีกต่อไป ปล่อยให้ลูกค้ากดล็อกอินเข้าออกระบบด้วยบัญชีตัวเองได้เลย]
[และที่สำคัญกว่านั้นคือ ถึงตอนนั้นก็จะสามารถทำระบบสมาชิกได้ จัดโปรโมชั่นแบบเติมร้อยแถมสิบ เติมสองร้อยแถมสามสิบ เติมห้าร้อยแถมร้อยนึงไปเลย รับรองว่าคนต้องแห่กันมาแย่งเติมเงินสมัครสมาชิกแน่ๆ]
[อาศัยแค่เงินเติมจากสมาชิก ก็สามารถดึงกระแสเงินสดกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เอาไปใช้ซื้อคอมพิวเตอร์ ขยายร้านเน็ตต่อได้สบาย แถมยังเป็นการล็อกฐานลูกค้าไว้กับร้านเราได้อีกต่างหาก] หลี่ตงแอบถอนหายใจเงียบๆ ในใจ
แต่เขาหารู้ไม่ว่า ความคิดทุกอย่างในหัวของเขา ถูกหลี่เจ๋อดักฟังจนหมดไส้หมดพุงไปเรียบร้อยแล้ว 'ไอ้เด็กแสบเอ๊ย ปากล่ะพูดจาซะน่ารักเชียว บอกพ่อเก่งสุดๆ ไปเลยฮะ แต่ในใจกลับแอบด่าพ่อตัวเองเนี่ยนะ มันจะเกินไปแล้ว' 'แต่ว่า... ไอ้ระบบสมาชิกที่เจ้านั่นคิดไว้ในใจเนี่ย ฟังดูเข้าท่าสุดๆ ไปเลยแฮะ' 'ถึงแม้ว่าถ้าทำตามที่เสี่ยวตงคิด เติมห้าร้อยแถมร้อยนึง กำไรมันจะหดหายไปบ้างก็เถอะ แต่การดึงกระแสเงินสดกลับมาได้ล่วงหน้า มันก็จะทำให้สามารถเอาเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น คำนวณดูแล้ว ยังไงก็มีแต่กำไรเห็นๆ!'
'ติดก็แต่ ไม่รู้ว่าไอ้ระบบร้านเน็ตอะไรที่เสี่ยวตงพูดถึงนี่ มันต้องทำยังไงกันน่ะสิ...' วินาทีนี้ หลี่เจ๋อแทบจะอยากพุ่งเข้าไปจับไหล่หลี่ตงแล้วตะโกนใส่หน้าว่า: ลูกร้าก~ รีบๆ เอาระบบร้านเน็ตอะไรนั่นออกมาให้พ่อของแกเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! แต่หลี่เจ๋อก็ทำได้แค่คิดในใจเท่านั้นแหละ
ยังไงซะ เขาก็ไม่อยากให้ลูกชายรู้ตัว ว่าเขาสามารถได้ยินความคิดและเสียงในใจของเจ้านั่นได้ทุกอย่าง 'ดูท่าฉันคงต้องลองวางแผนดูสักหน่อยแล้วล่ะ ว่าจะไปหาใครมาช่วยทำไอ้ระบบร้านเน็ตที่เสี่ยวตงคิดไว้ในใจออกมาได้บ้าง' หลี่เจ๋อแอบครุ่นคิดอยู่ในใจ
ตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง "เอ่อ... ไม่ทราบว่าเถ้าแก่หลี่เจ๋ออยู่ไหมครับ?" ที่หน้าประตูมีชายหนุ่มอายุราวๆ ยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี ใบหน้าเต็มไปด้วยสิวโผล่มา
หลี่เจ๋อชะงักไปนิด กวาดสายตามองประเมินอีกฝ่าย ก่อนจะนึกขึ้นได้ "ฉันหลี่เจ๋อเอง นายคงจะเป็นหลานชายที่พี่จางแนะนำให้มาเป็นคนคุมร้านเน็ตใช่ไหมล่ะ?" หลี่เจ๋อเอ่ยปากถาม
'พี่จาง' ในปากของเขาก็คือ 'จางจิ้ง' เจ้าของหน้าร้านแห่งนี้นั่นเอง "ช...ใช่ครับ! จางจิ้งเป็นคุณอาของผมเองครับ!" ชายหนุ่มคนนั้นตอบด้วยท่าทางเกร็งๆ นิดหน่อย
"อืม เข้ามาสิ" หลี่เจ๋อกวักมือเรียก รอจนอีกฝ่ายเดินเข้ามาแล้ว เขาถึงได้ถามต่อ "จริงสิ นายชื่ออะไรล่ะ?"
"ผม... ผมชื่อเฉินควนครับ" เฉินควนดูจะมีท่าทีประหม่าเล็กน้อย ดูทรงแล้วน่าจะเป็นคนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร และไม่ค่อยถนัดเรื่องการเจรจาพาทีเท่าไหร่นัก ทว่า หลี่เจ๋อกลับถูกใจคนนิสัยแบบนี้มากๆ
เพราะคนนิสัยแบบนี้ โดยปกติแล้วเนื้อแท้จะค่อนข้างโอเค และในระดับหนึ่งก็มักจะเป็นคนที่ทำอะไรระมัดระวังรอบคอบ "เฉินควนใช่ไหม อาของนายบอกว่านายเรียนจบมหา'ลัยมา แถมยังเรียนมาทางสายคอมพิวเตอร์ด้วยเหรอ?" หลี่เจ๋อถามต่อ
[เด็กมหา'ลัย? ไม่มั้ง ไม่จริงมั้ง หมอนี่เนี่ยนะเด็กมหา'ลัย? แถมเด็กมหา'ลัยยุคนี้ดันโผล่มาสมัครเป็นคนคุมร้านเน็ตเนี่ยนะ? นี่ไม่ได้กำลังล้อฉันเล่นอยู่ใช่มั้ย???] หลี่ตงที่อยู่ข้างๆ ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน จ้องมองเฉินควนด้วยใบหน้าเหวอรับประทานสุดๆ ส่วนหลี่เจ๋อ พอได้ยินคำพูดในใจของลูกชาย ก็เหลือบมองเจ้านั่นอย่างหมั่นไส้จนฟันแทบกรอด
ไอ้เด็กแสบเอ๊ย เป็นคนคุมร้านเน็ตแล้วมันทำไมวะ? อย่างน้อยก็เป็นคนคุมร้านเน็ตในร้านพ่อแกนะเว้ย! นี่สรุปว่าแกคิดว่าร้านเน็ตของพ่อแกไม่มีคุณสมบัติคู่ควรพอจะจ้างเด็กมหา'ลัยมาคุมร้านเลยใช่ไหมฮะ?
หลี่เจ๋อแทบจะอยากถลึงตาใส่ด้วยความหงุดหงิด ส่วนเฉินควนกลับดูเขินอายขึ้นมานิดหน่อย ก่อนจะพูดตะกุกตะกักว่า "เอ่อ เถ้าแก่หลี่ครับ ความจริงแล้วผมแค่เรียนจบ ปวส. เท่านั้นเองครับ แต่ว่า ผมเรียนมาทางสายเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์น่ะครับ ซึ่งมันก็เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จริงๆ"
เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์?
หลี่เจ๋อทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่รู้เรื่องเลยสักนิดว่าไอ้สิ่งที่ว่านี้มันคืออิหยังวะ ในยุคสมัยนี้ คนที่รู้เรื่องพวกนี้กระจ่างแจ้งมีไม่เยอะหรอก ในสายตาของคนจำนวนมาก ขอแค่สามารถใช้นิ้วชี้สองนิ้วจิ้มดีดพิมพ์ดีดบนคอมพิวเตอร์ได้ แค่นั้นก็นับว่าเก่งคอมพิวเตอร์แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายปีหลังจากนี้ พวกสถาบันที่อ้างตัวว่าเปิดสอนคอมพิวเตอร์มากมาย ก็อาศัยแค่การหลอกคนให้มาเรียนพิมพ์ดีดแบบหวู่ปี่ (Wubi) แล้วก็ฟันกำไรเน่าๆ ไปตั้งเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ส่วนไอ้เรื่องเขียนโปรแกรมอะไรนั่น สำหรับพวกเขามันก็แค่เรื่องที่ฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ทว่า ถึงหลี่เจ๋อจะไม่เข้าใจ แต่ลูกชายของเขาเข้าใจนี่นา
แถมเขายังสามารถแอบฟังเสียงในใจของลูกชายได้โดยตรงด้วย [ที่แท้ก็แค่เด็กจบ ปวส. นี่เอง มิน่าล่ะถึงได้มาสมัครเป็นคนคุมร้านเน็ต...]
[ถึงแม้ว่าเด็ก ปวส. ในยุคนี้จะยังถือว่าเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพราะระดับมาตรฐานโดยรวมของยุคสมัยมันยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ไงล่ะ ไม่ได้แปลว่าเด็ก ปวส. ยุคนี้จะมีความสามารถรอบด้านเหนือกว่าเด็กจบปริญญาตรีของแท้ในยุคหลังๆ สักหน่อย]
[ยิ่งไปกว่านั้น หมอนี่ดันเรียนสายเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาซะด้วย ระดับ ปวส. ในยุคนี้เนี่ยนะ เขาจะได้เรียนของจริงสักแค่ไหนกันเชียว! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในยุคนี้ ต่อให้เป็นตำราเรียนของสายคอมพิวเตอร์ในระดับมหาวิทยาลัยเอง ก็ยังล้าหลังกว่ามาตรฐานสากลไปไกลโข]
[กะดูแล้วด้วยระดับฝีมือของเขา อย่างมากก็คงทำได้แค่เขียนโฮมเพจเว็บเพจส่วนตัวอะไรเทือกนั้นแหละมั้ง ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อยก็คงรับมือไม่ไหวชัวร์...]