
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
spoilsoc.com
| *ตั้งค่าถาวร (คลิกตั้งค่าถาวร) |
บทที่ 22: บ้านซื่อเหอย่วนในปักกิ่ง
วันรุ่งขึ้น หลังจากพนักงานทั้งสามคนที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่เริ่มงาน หลี่เจ๋อก็พาทั้งสามคนไปเดินสำรวจร้านเน็ตทั้งห้าสาขาในเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเอง พร้อมกับอธิบายสถานการณ์คร่าวๆ ของร้านเน็ตแต่ละแห่งให้พวกเขาฟัง
จากนั้น หลี่เจ๋อก็พูดกับผู้จัดการหลินเยว่ว่า "ผู้จัดการหลินครับ ช่วงสองสามวันนี้คุณไปหาเช่าพื้นที่ในอาคารสำนักงานสักแห่ง ไว้สำหรับเป็นสถานที่ทำงานของบริษัทเราในอนาคตนะ" "ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ก็ไปเบิกกับนักบัญชีเจิ้งได้เลย"
พนักงานบัญชีที่หลี่เจ๋อรับเข้ามามีชื่อว่าเจิ้งเฉียง เนื่องจากตอนนี้บริษัทยังไม่มีสถานที่ทำงานที่เป็นทางการ พวกเขาหลายคนจึงต้องใช้ห้องพักรับรองของร้านเน็ตสาขาซวีหุ่ยเป็นที่ทำงานไปพลางๆ ก่อน
"ได้ค่ะเถ้าแก่ สถานที่ทำงานของบริษัท ฉันจะรีบจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุดค่ะ" หลินเยว่รีบรับคำ
"อืม" หลี่เจ๋อพยักหน้า แล้วพูดต่อ "หลังจากนี้ผมตั้งใจจะขยายสาขาร้านเน็ตไปยังเมืองหลักๆ ในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง ถึงตอนนั้น การเดินทางไปสำรวจเมืองต่างๆ การเช่าหน้าร้าน รวมถึงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ ผมจะมอบหมายให้ผู้จัดการหลินเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมดเลยนะ"
เรื่องจุกจิกพวกนี้ หลี่เจ๋อไม่อยากจะต้องลงไปวิ่งเต้นจัดการด้วยตัวเองอีกแล้ว ในฐานะเถ้าแก่ ขอแค่คอยตรวจสอบบัญชีเป็นระยะๆ เพื่อยืนยันว่าไม่มีการตุกติกอะไรก็พอ ไม่อย่างนั้นเขาจะจ้างหลินเยว่กับคนอื่นๆ มาทำไมกันล่ะ?
หลังจากสั่งงานเรื่องการขยายสาขาร้านเน็ตเสร็จ หลี่เจ๋อก็หันไปพูดกับเจิ้งเฉียงที่อยู่ข้างๆ ว่า "นักบัญชีเจิ้ง ภารกิจหลักของคุณในช่วงสองสามวันนี้คือการจัดการบัญชีของร้านเน็ตทุกสาขาให้เป็นระเบียบ ทุกอย่างต้องทำให้เป็นระบบและถูกต้อง"
"ได้ครับเถ้าแก่!" เจิ้งเฉียงรับคำทันที
ในเมื่อก่อตั้งบริษัทขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าทุกอย่างก็ต้องทำให้เป็นระบบระเบียบและถูกต้อง อีกอย่าง การทำบัญชีให้ชัดเจนก็ช่วยให้หลี่เจ๋อตรวจสอบบัญชีได้ง่ายขึ้นในภายหลังด้วย ยังไงซะหลังจากนี้เขาก็คงไม่มีเรี่ยวแรงและเวลามากพอที่จะต้องวิ่งรอกไปเฝ้าดูบัญชีที่ร้านเน็ตแต่ละสาขาทุกวันอีกแล้ว แค่ทิ้งช่วงสักพักแล้วค่อยมาตรวจบัญชีทีเดียวก็พอแล้ว
หลังจากปล่อยให้หลินเยว่และเจิ้งเฉียงแยกย้ายกันไปทำงาน หลี่เจ๋อก็หันมาพูดกับเสิ่นเชี่ยนหรูว่า "เสี่ยวเสิ่น ในช่วงเวลาต่อจากนี้ คุณช่วยไปสืบดูให้ละเอียดหน่อยนะว่าทั่วทั้งเซี่ยงไฮ้มีร้านเน็ตอยู่ทั้งหมดกี่แห่งกันแน่" "แล้วในจำนวนนั้น มีร้านเน็ตที่เปิดเป็นสัดเป็นส่วนและเป็นทางการอยู่กี่แห่ง รอให้คุณสืบข้อมูลพวกนี้จนกระจ่างแล้ว ผมมีเรื่องหนึ่งที่จะให้คุณไปจัดการ"
"เถ้าแก่คะ คุณอยากให้ฉันไปสืบข้อมูลของคู่แข่งเจ้าอื่นในเซี่ยงไฮ้เหรอคะ?" เสิ่นเชี่ยนหรูอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
"คู่แข่งเหรอ?" หลี่เจ๋อยิ้ม แล้วตอบว่า "ถ้ามองในมุมของธุรกิจร้านเน็ตเพียงอย่างเดียว พวกเขาก็คือคู่แข่งจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาอาจจะกลายมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจก็ได้นะ"
หลี่เจ๋อไม่ได้พูดลงลึกไปกว่านั้น เขาโบกมือปัดแล้วพูดว่า "เอาล่ะ คุณไปจัดการเรื่องนี้ก่อนเถอะ รีบสืบข้อมูลให้ชัดเจนโดยเร็วที่สุด อ้อ แล้วผมจะจ่ายค่าเดินทางชดเชยให้คุณด้วยนะ"
หลังจากส่งเสิ่นเชี่ยนหรูไปทำงานแล้ว หลี่เจ๋อก็ตรงกลับที่พักทันที ก่อนหน้านี้เขาเช่าห้องพักอยู่ที่เซี่ยงไฮ้แห่งนี้ แต่หลังจากที่ซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้ว หลี่เจ๋อก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านมือสองหลังหนึ่งที่สามารถหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที บ้านมือสองหลังนั้นก็เป็นบ้านที่เขาตั้งใจเลือกซื้อมา เพื่อความสะดวกในการย้ายเข้าไปอยู่ได้เลยนั่นเอง
สามวันต่อมา หลี่เจ๋อก็เดินทางมาถึงเมืองปักกิ่ง หลังจากหาโรงแรมที่พักและวางสัมภาระเรียบร้อย หลี่เจ๋อก็ไม่รอช้า รีบไปหาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเริ่มปฏิบัติการกว้านซื้อบ้านทันที
ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ทั่วไปก็ยังพอว่า ในเขตวงแหวนที่สองและวงแหวนที่สามมีให้เลือกถมเถไป แต่ 'บ้านซื่อเหอย่วน' ที่หลี่เจ๋อเจาะจงอยากได้นั้น ไม่ใช่ของที่จะหามาได้ง่ายๆ สาเหตุหลักก็คือบ้านซื่อเหอย่วนหลายแห่งไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของคนเพียงคนเดียว แต่มีคนอาศัยอยู่รวมกันหลายครอบครัว หรือบางทีก็เป็นสิบครอบครัว การจะซื้อมาให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการให้จบลงได้ง่ายๆ ในเวลาอันสั้น
หลี่เจ๋อใช้เวลาอยู่ที่ปักกิ่งนานกว่าหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ทยอยกว้านซื้อบ้านในเขตวงแหวนที่สองมาได้หกหลัง นอกจากนี้ยังจัดการสอยบ้านซื่อเหอย่วนมาได้อีกสองหลัง! หนึ่งในบ้านซื่อเหอย่วนนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตพระราชวังต้องห้าม ส่วนอีกหลังแม้จะอยู่ไกลออกไปหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในเขตวงแหวนที่สอง บ้านซื่อเหอย่วนทั้งสองหลังนี้ เจ้าของบ้านกำลังเตรียมตัวจะอพยพไปอยู่ต่างประเทศ เลยต้องการจะขายทิ้ง หลี่เจ๋อเองก็ต้องวิ่งหาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์อยู่หลายเจ้า กว่าจะเจอแหล่งขายบ้านซื่อเหอย่วนทั้งสองหลังนี้
ราคาขายรวมของบ้านซื่อเหอย่วนทั้งสองหลังนี้คือ 2.8 ล้านและ 2.1 ล้านหยวนตามลำดับ หลังที่ราคา 2.8 ล้านแน่นอนว่าเป็นหลังที่อยู่ใกล้พระราชวังต้องห้าม ส่วนอีกหลังที่ไกลออกไปหน่อย ราคาก็ย่อมถูกกว่าพอสมควร ส่วนบ้านทั่วไปอีกหกหลัง ราคาโดยพื้นฐานจะอยู่ที่ 1,800 ถึง 3,200 หยวนต่อตารางเมตร โดยรวมแล้ว ราคาบ้านในปักกิ่งตอนนี้ถือว่าถูกกว่าเซี่ยงไฮ้อยู่เล็กน้อยจริงๆ
หลี่เจ๋อย่อมไม่มีเงินก้อนมากพอที่จะซื้อเงินสดทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงยังคงใช้วิธีกู้เงินจากธนาคาร ขั้นตอนการดำเนินเรื่องทั้งหมด เขาปล่อยให้ตัวแทนเป็นคนจัดการ หลี่เจ๋อจึงไม่ต้องมาเหนื่อยใจอะไร ก็ยังโชคดีที่ก่อนจะเดินทางมาปักกิ่ง หลี่เจ๋อได้ตั้งใจถอนกระแสเงินสดทั้งหมดจากร้านเน็ต League of Legends ทั้งเจ็ดสาขาออกมา ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่มีแม้แต่เงินดาวน์สำหรับจ่ายค่าอสังหาริมทรัพย์ทั้งเก้าแห่งในปักกิ่งนี้ด้วยซ้ำ
ทว่า เมื่อได้อสังหาริมทรัพย์ทั้งเก้าแห่งในปักกิ่งนี้มาไว้ในมือ ซึ่งรวมถึงบ้านซื่อเหอย่วนอีกสองหลัง หลี่เจ๋อก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก ตัวเขาเองก็แอบกังวลอยู่บ้างเหมือนกันว่า ในอนาคตธุรกิจอาจจะเผชิญกับความยากลำบากบางอย่าง หรือถึงขั้นล้มเหลว ต่อให้เขาจะสามารถได้ยินเสียงในใจของลูกชาย และสามารถรับรู้จากลูกชายที่เป็นผู้ย้อนเวลามาว่า ในอนาคตทำธุรกิจอะไร หรือทำสินค้าอะไรถึงจะทำเงินได้ก็เถอะ แต่ทว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ใช่ว่ารู้แล้วจะสามารถทำได้สำเร็จเสมอไป หรือบางครั้ง หากจังหวะเวลาไม่ถูกต้อง หรือมีนโยบายบางอย่างประกาศลงมา ความเสี่ยงที่แฝงอยู่ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก
ดังนั้น หลังจากวันที่เขาได้รู้จากเสียงในใจของลูกชายว่า ราคาบ้านในอนาคตจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมหาศาล หลี่เจ๋อก็ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า อาศัยช่วงเวลาที่ตอนนี้มีเงินในมือ แถมราคาบ้านยังถูก การไปกว้านซื้อบ้านในทุกๆ เมืองระดับแนวหน้าเก็บไว้สักแปดถึงสิบหลัง ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน ถือซะว่าเป็นการเผื่อทางหนีทีไล่ให้กับตัวเอง
ถ้าหากราคาบ้านในอนาคตเป็นไปตามที่เสียงในใจของลูกชายบอกจริงๆ ที่ราคาบ้านในเมืองระดับแนวหน้าพุ่งไปถึงตารางเมตรละเจ็ดแปดหมื่น หรือเป็นแสนหยวน มูลค่าของบ้านหลายสิบหลังในมือเขาก็จะมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว มูลค่าจะพุ่งพรวดขึ้นเป็นหลายสิบเท่าทันที! เหมือนอย่างที่ลูกชายเขาคิดไว้ในใจนั่นแหละ แค่นอนรอให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พวกนี้พุ่งสูงขึ้น ก็สามารถบรรลุอิสรภาพทางการเงินได้สบายๆ!
โดยเฉพาะบ้านซื่อเหอย่วนสองหลังนั้น! ถ้าหากว่าบ้านซื่อเหอย่วนธรรมดาๆ ในอนาคตสามารถขายได้ราคาเป็นร้อยล้านหยวนจริงๆ งั้นบ้านซื่อเหอย่วนที่เขาซื้อไว้แถวพระราชวังต้องห้ามล่ะ จะไม่ราคาพุ่งไปถึงสามร้อยถึงห้าร้อยล้านเลยเหรอ? ส่วนอีกหลังก็ต้องมีมูลค่าสักร้อยถึงสองร้อยล้านเหมือนกันใช่ไหม?
แต่ตอนนี้เขากลับใช้เงินไปแค่ 2.8 ล้านและ 2.1 ล้านหยวนในการซื้อพวกมันมา นี่มันคือการเพิ่มมูลค่าขึ้นเป็นร้อยเท่าตัวชัดๆ! ถ้าคำนวณจากระยะเวลายี่สิบปี ก็เท่ากับว่ามูลค่าเพิ่มขึ้นปีละห้าเท่า! การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนระดับนี้ จะไปหาจากที่ไหนได้อีกล่ะ?
ลูกชายของเขาน่ะ เป็นคนที่ย้อนเวลามาจากอนาคตเชียวนะ หลี่เจ๋อจึงเชื่อมั่นในเสียงที่ได้ยินจากส่วนลึกในใจของลูกชายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การที่มีบ้านหลายสิบหลังนี้อยู่ในมือ ไม่ว่าการทำธุรกิจในอนาคตจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าชีวิตจะไม่มีวันลำบาก ยิ่งไปกว่านั้น นี่แหละคือเงินทุนก้อนโตสำหรับใช้ตั้งตัวใหม่ได้อีกด้วย!